ข้ามไปเนื้อหา

ซาราโกซา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซาราโกซา
Zaragoza
ทิวทัศน์ของซาราโกซาและแม่น้ำเอโบร
ทิวทัศน์ของซาราโกซาและแม่น้ำเอโบร
ธงของซาราโกซา
ตราราชการของซาราโกซา
สมญา: 
ฟลอเรนซ์แห่งสเปน[1]
แผนที่
แผนที่โต้ตอบของซาราโกซา
พิกัด: 41°39′N 0°53′W / 41.650°N 0.883°W / 41.650; -0.883
ประเทศ สเปน
แคว้นปกครองตนเอง แคว้นอารากอน
จังหวัดซาราโกซา
การปกครอง
 • นายกเทศมนตรีJorge Azcón (พรรคประชาชน)
พื้นที่
 • ทั้งหมด
973.78 ตร.กม. (375.98 ตร.ไมล์)
ความสูง
243 เมตร (797 ฟุต)
ประชากร
 (2018)[2]
 • ทั้งหมด
666,880 คน
 • ความหนาแน่น680 คน/ตร.กม. (1,800 คน/ตร.ไมล์)
เขตเวลาUTC+01:00 (CET)
 • ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
UTC+02:00 (CEST)
รหัสไปรษณีย์
50001 – 50022
เว็บไซต์www.zaragoza.es
แม่น้ำเอโบรขณะไหลผ่านเมืองซาราโกซา

ซาราโกซา (สเปน: Zaragoza) เป็นเมืองหลักของจังหวัดซาราโกซาและแคว้นอารากอน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอโบรและแควสาขาอูเอร์บาและกาเยโก ในหุบเขาตอนกลางของแคว้นซึ่งมีภูมิทัศน์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ทะเลทราย ("โลสโมเนโกรส") ป่าหนาทึบ ทุ่งหญ้า ไปจนถึงทิวเขา

ข้อมูลในปี ค.ศ. 2007 จากสภาเมืองซาราโกซา เมืองนี้มีประชากร 667,034 คนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งแคว้น ซาราโกซาตั้งอยู่ที่ความสูง 199 เมตรจากระดับน้ำทะเล และเป็นจุดตัดระหว่างเส้นทางที่จะไปยังมาดริด บาร์เซโลนา บาเลนเซีย บิลบาโอ และตูลูซ (ประเทศฝรั่งเศส) โดยเมืองทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ห่างจากซาราโกซาประมาณ 300 กิโลเมตร

บริเวณเมืองนี้เคยเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อว่า ซัลดูบา (Salduba) เป็นชื่อในภาษาพิวนิกของกองทัพคาร์เธจซึ่งตั้งอยู่บนซากหมู่บ้านชาวเคลติเบเรียนเดิม จนกระทั่งในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 เมื่อกองทัพโรมันได้เข้ารุกรานคาบสมุทรไอบีเรีย บริเวณนี้จึงตกอยู่ในการดูแลของกองรักษาด่านซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิเอากุสตุส และกลายเป็นเมืองที่มีชื่อว่า ไกซาเรากุสตา (Caesaraugusta) มีฐานะเป็นเมืองหลวงของจังหวัดฮิสปาเนียซีเตรีออร์

ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับได้เข้ายึดเมืองนี้และตั้งชื่อใหม่ว่า ซารากุสตา (Saraqusta; سرقسطة) ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเคาะลีฟะฮ์แห่งกอร์โดบา (ราชวงศ์อุไมยัด) และเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นเมืองอาหรับที่ใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือของคาบสมุทร จากนั้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซาราโกซาเป็นหนึ่งในกลุ่มราชอาณาจักรไตฟา (รัฐมุสลิมหลายสิบรัฐที่แตกออกมาหลังการล่มสลายของอาณาจักรกอร์โดบา) และถูกชาวอาหรับอีกกลุ่มจากจักรวรรดิอัลโมราวิดเข้าครอบครอง ในที่สุดเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ชาวอารากอน (นับถือศาสนาคริสต์) ก็สามารถยึดเมืองนี้ได้จากพวกอัลโมราวิดและได้ตั้งเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอารากอน ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนต่าง ๆ บนคาบสมุทรไอบีเรียที่จะพัฒนาเป็นราชอาณาจักรสเปนในเวลาต่อมา

ประวัติศาสตร์

[แก้]

ยุคเริ่มแรกของซาราโกซา

[แก้]

ซาราโกซา เป็นเมืองโบราณตั้งแต่สมัยโรมัน บันทึกกล่าวถึงเซดิทานี ผู้เป็นชาวไอบีเรียได้ทำการตั้งถิ่นฐานสร้างเมืองในดินแดนนี้นามว่าซัลดูบา (Saldoba) จนกระทั่งมาถึงสมัยของจักรพรรดิออกุสตุส ทรงมีความพยายามในการขยายอำนาจในคาบสมุทรและกำจัดชนเผ่าคนเถื่อน โดยมีการตั้งกองบัญชาการที่เมืองนี้ พร้อมกันนั้นจึงเปลี่ยนชื่อจากซัลดูบามาเป็น ‘ซีซารากุสตา’ (Caesaraugusta)

ภายหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซีซากุสตา ก็กลายเป็นเมืองอิสระขนาดเล็ก จนกระทั่งการเข้ามาของพวกแขกมัวร์ที่ทำการยึดพื้นที่ของคาบสมุทรไอบีเรียเอาไว้ พวกแขกได้ทำการสถาปนาซีซารากุสตาเป็นเมืองหลักของแคว้นอัล-อัลไดรุส (al-Andalus) อันเป็นศูนย์กลางการปกครองของพวกอิสลามในภูมิภาคคาบสมุทรไอบีเรีย

ให้หลังจากช่วงศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา ความอ่อนแอของทางรัฐกาหลิบทำให้ดินแดนในคาบสมุทรไอบีเรียแตกตัวเป็นอาณาจักรเล็กอาณาจักรน้อย ซาราโกซาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเมืองแห่งนี้ได้ตั้งตัวขึ้นเป็นไทฟาแห่งซาราโกซา[3] then ruled by the Banu Hud from 1039.[3] รัฐอิสระที่ปกครองโดยแขกที่นับถือศาสนาอิสลาม ความอ่อนแอของพวกแขกมัวร์นี้ได้ทำให้ชาวยุโรปขยายอำนาจลงมาทางใต้ และในวันที่ 18 ธันวาคม 1118 พระเจ้าอัลฟองโซที่ 1 แห่งอารากอนก็ลงมาบัญชาการทัพขับไล่พวกแขกมัวร์ออกไปจากคาบสมุทรไอบีเรีย และย้ายศูนย์กลางอำนาจของอารากอน ลงมาสู่เมืองซีซารากุสตา ซึ่งเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น ‘ซาราโกซา’

ซาราโกซาในยุคกลาง

[แก้]

ซาราโกซาเติบโตขึ้นในฐานะเมืองศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรอารากอน ตัวเมืองขยายตัวขึ้นอย่างมาก และทำให้มีประชากรอาศัยอยู่ในตัวเมืองเพิ่มขึ้นเท่าตัว จนกระทั่งศตวรรษที่ 15 เมื่อโรคฝีดาษได้ระบาดเข้ามาภายในเมือง ซึ่งคร่าชีวิตของผู้คนไปถึงหนึ่งในสามของจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมือง

ในช่วงสงครามสืบราชสมบัติสเปน ซาราโกซาเป็นอีกหนึ่งฉากทัศน์สำคัญ เมื่ออาร์คดยุคคาร์ลสถาปนาตนเองเป็น “กษัตริย์แห่งอารากอน” และเมื่อเขายาตราเข้าเมืองได้สำเร็จก็จัดการปราบปรามพื้นที่ต่างๆที่ภักดีต่อราชวงศ์บูรบง อันเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของอาร์คดยุคคาร์ลในฐานะผู้มีสิทธิ์ทับซ้อนในราชบัลลังก์สเปน จนกระทั่งในเดือนเมษายนปี 1707 ชัยชนะของพันธมิตรฝรั่งเศส-สเปนในยุทธการที่อัลมาซา เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อแนวรบของอาร์คดยุคคาร์ลในอารากอน เพราะกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยดยุคแห่งออร์ลีนสามารถตีเมืองซาราโกซากลับคืนมาได้ ภายหลังจากการยึดซาราโกซากลับคืนมามีการประกาศพระราชกฤษฎีกานูเอบาปลันตา ที่ยุบยกเลิกองค์กรส่วนท้องถิ่นในอารากอน นั่นทำให้ระบบสภาที่ปกครองของอารากอนต้องถูกยกเลิกไปตามกฎหมาย เป็นการรวมศูนย์อำนาจจากอาณาจักรเล็กน้อยของสเปนเข้าสู่ส่วนกลางของที่นำโดยราชวงศ์บูรบง

ซาราโกซาในยุคสมัยใหม่

[แก้]

การขยายอำนาจของนโปเลียน มุ่งลงทิศใต้อย่างดินแดนบนคาบสมุทรไอบีเรีย ดินแดนซาราโกซาต้องตรากตรำรับศึกหนักถึงสองครั้งจากกองทัพฝรั่งเศส ครั้งแรกในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 1808 และครั้งที่สองในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ 1809

ต่อมามีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในเมือง โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟ ในปี 1861 เส้นทางการเดินรถไฟบาร์เซโลนา-ซาราโกซาเปิดทำการอย่างเป็นทางการ ตามด้วยเปิดเส้นทางมาดริด-ซาราโกซาในอีกไม่กี่ปีต่อจากนั้น การพัฒนาเส้นทางรถไฟขยายภาคอุตสาหกรรมของสเปนให้เพิ่มขึ้น และทำให้ซาราโกซากลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่นิยมการใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเป็นหลัก

เมื่ออุตสาหกรรมและโรงงานเพิ่มมากขึ้น แรงงานภายในเมืองก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และแรงงานพวกนี้ก็ช่วยกันต่อต้านความพยายามรัฐประหารในสเปนของกลุ่มฟาสซิสต์เมื่อปี 1936 อย่างไรก็ตามความพยายามต่อต้านนั้นล้มเหลวและพวกนิยมสาธารณรัฐต้องถอยร่นออกจากเมือง กลุ่มนิยมฟาสซิสต์จึงได้เมืองซาราโกซาไว้ในครอบครอง และด้วยความที่เมืองนี้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมในการผลิต ในยามสงครามสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือ “อาวุธยุทโธปกรณ์” ซาราโกซาจึงเป็นแหล่งผลิตกระสุนปืนเพื่อขับเคลื่อนการทำสงครามของพวกฟาสซิสต์ตลอดช่วงเวลาสงครามกลางเมืองสเปนนั่นเอง

ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองซาราโกซาถูกมองว่าเป็นเสาหลักของการพัฒนาอุตสาหกรรมของสเปน[4] ซึ่งส่งผลให้แรงงานจำนวนมากเข้ามาทำงานจนพลเมืองในเมืองเพิ่มขึ้นสองเท่าอย่างรวดเร็ว และตั้งแต่ปี 1982 มา ซาราโกซาก็กลายเป็นที่ตั้งของโรงงานประกอบรถยนต์มากมายของประเทศ

เมืองพี่น้อง

[แก้]
Plaza de las catedrales

ภูมิอากาศ

[แก้]

ซาราโกซามีลักษณะภูมิอากาศแบบกึ่งแห้งแล้ง ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิพเพิน ปริมาณฝนรวมทั้งปีค่อนข้างต่ำ โดยฤดูร้อนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน แต่จะเย็นลงในตอนกลางคืน อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 18 ถึง 32 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ขณะที่ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น ตอนกลางคืนมักมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 3 ถึง 11 องศาเซลเซียสในเดือนธันวาคมและมกราคม

หมอกมักเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว ซาราโกซามีปริมาณฝนรวมทั้งปีประมาณ 320 มิลลิเมตร และมี 51 วันที่ฝนตกตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรขึ้นไป โดยมีแสงแดดรวมทั้งปีประมาณ 2,700 ชั่วโมง

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951 ซาราโกซามีสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 44.5 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 และมีสถิติอุณหภูมิต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ -11.4 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1963

ข้อมูลภูมิอากาศของท่าอากาศยานซาราโกซา (ค่าปกติ 1981-2010; ค่าสุดขีด 1951-ปัจจุบัน)
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 20.6
(69.1)
25.5
(77.9)
28.7
(83.7)
32.4
(90.3)
37.5
(99.5)
43.2
(109.8)
44.5
(112.1)
42.8
(109)
39.2
(102.6)
33.9
(93)
28.4
(83.1)
22.0
(71.6)
44.5
(112.1)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 10.5
(50.9)
13.1
(55.6)
17.3
(63.1)
19.6
(67.3)
24.1
(75.4)
29.3
(84.7)
32.4
(90.3)
31.7
(89.1)
27.1
(80.8)
21.4
(70.5)
14.8
(58.6)
10.8
(51.4)
21.01
(69.82)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 6.6
(43.9)
8.2
(46.8)
11.6
(52.9)
13.8
(56.8)
18.0
(64.4)
22.6
(72.7)
25.3
(77.5)
25.0
(77)
21.2
(70.2)
16.2
(61.2)
10.6
(51.1)
7.0
(44.6)
15.51
(59.92)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 2.7
(36.9)
3.3
(37.9)
5.8
(42.4)
7.9
(46.2)
11.8
(53.2)
15.8
(60.4)
18.3
(64.9)
18.3
(64.9)
15.2
(59.4)
11.0
(51.8)
6.3
(43.3)
3.2
(37.8)
9.97
(49.94)
อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) -10.4
(13.3)
-11.4
(11.5)
-6.3
(20.7)
-2.4
(27.7)
0.5
(32.9)
5.2
(41.4)
8.0
(46.4)
8.4
(47.1)
4.8
(40.6)
0.6
(33.1)
-5.6
(21.9)
-9.5
(14.9)
−11.4
(11.5)
หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) 21
(0.83)
22
(0.87)
19
(0.75)
39
(1.54)
44
(1.73)
26
(1.02)
17
(0.67)
17
(0.67)
30
(1.18)
36
(1.42)
30
(1.18)
21
(0.83)
322
(12.68)
ความชื้นร้อยละ 75 67 59 57 54 49 47 51 57 67 73 76 61
วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย (≥ 1 มม.) 4.0 3.9 3.7 5.7 6.4 4.0 2.6 2.3 3.2 5.4 5.1 4.8 51.1
วันที่มีหิมะตกโดยเฉลี่ย 0.7 0.4 0.2 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.1 0.5 1.9
จำนวนชั่วโมงที่มีแดด 131 165 217 226 274 307 348 315 243 195 148 124 2,693
แหล่งที่มา: Agencia Estatal de Meteorología (AEMET)[5][6]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ Martí Font, J.M. (2017). La España de las ciudades: El Estado frente a la sociedad urbana (ภาษาสเปน). ED Libros. ISBN 9788461799220.
  2. ↑ Municipal Register of Spain 2018. National Statistics Institute.
  3. 1 2 "Los reinos de Taifas en la Marca Superior (Zaragoza-Albarracín)". Atlas de historia de Aragón. Institución Fernando el Católico.
  4. ↑ Zazo, Ana (2010). "Procesos de urbanización de la huerta zaragozana. Incoherencias instrumentales". ใน Vázquez, Mariano; Verdaguer, Carlos (บ.ก.). El espacio agrícola entre el campo y la ciudad. Universidad Politécnica de Madrid.
  5. ↑ "Valores climatológicos normales: Zaragoza, Aeropuerto". aemet.es (ภาษาสเปน). สืบค้นเมื่อ 2026-02-27.
  6. ↑ "Valores extremos: Zaragoza, Aeropuerto". aemet.es (ภาษาสเปน). สืบค้นเมื่อ 2026-02-27.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]