ซาราโกซา
ซาราโกซา
Zaragoza | |
|---|---|
ทิวทัศน์ของซาราโกซาและแม่น้ำเอโบร | |
| สมญา: | |
![]() แผนที่โต้ตอบของซาราโกซา | |
| พิกัด: 41°39′N 0°53′W / 41.650°N 0.883°W | |
| ประเทศ | |
| แคว้นปกครองตนเอง | |
| จังหวัด | ซาราโกซา |
| การปกครอง | |
| • นายกเทศมนตรี | Jorge Azcón (พรรคประชาชน) |
| พื้นที่ | |
• ทั้งหมด | 973.78 ตร.กม. (375.98 ตร.ไมล์) |
| ความสูง | 243 เมตร (797 ฟุต) |
| ประชากร (2018)[2] | |
• ทั้งหมด | 666,880 คน |
| • ความหนาแน่น | 680 คน/ตร.กม. (1,800 คน/ตร.ไมล์) |
| เขตเวลา | UTC+01:00 (CET) |
| • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) | UTC+02:00 (CEST) |
| รหัสไปรษณีย์ | 50001 – 50022 |
| เว็บไซต์ | www |

ซาราโกซา (สเปน: Zaragoza) เป็นเมืองหลักของจังหวัดซาราโกซาและแคว้นอารากอน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอโบรและแควสาขาอูเอร์บาและกาเยโก ในหุบเขาตอนกลางของแคว้นซึ่งมีภูมิทัศน์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ทะเลทราย ("โลสโมเนโกรส") ป่าหนาทึบ ทุ่งหญ้า ไปจนถึงทิวเขา
ข้อมูลในปี ค.ศ. 2007 จากสภาเมืองซาราโกซา เมืองนี้มีประชากร 667,034 คนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งแคว้น ซาราโกซาตั้งอยู่ที่ความสูง 199 เมตรจากระดับน้ำทะเล และเป็นจุดตัดระหว่างเส้นทางที่จะไปยังมาดริด บาร์เซโลนา บาเลนเซีย บิลบาโอ และตูลูซ (ประเทศฝรั่งเศส) โดยเมืองทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ห่างจากซาราโกซาประมาณ 300 กิโลเมตร
บริเวณเมืองนี้เคยเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อว่า ซัลดูบา (Salduba) เป็นชื่อในภาษาพิวนิกของกองทัพคาร์เธจซึ่งตั้งอยู่บนซากหมู่บ้านชาวเคลติเบเรียนเดิม จนกระทั่งในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 เมื่อกองทัพโรมันได้เข้ารุกรานคาบสมุทรไอบีเรีย บริเวณนี้จึงตกอยู่ในการดูแลของกองรักษาด่านซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิเอากุสตุส และกลายเป็นเมืองที่มีชื่อว่า ไกซาเรากุสตา (Caesaraugusta) มีฐานะเป็นเมืองหลวงของจังหวัดฮิสปาเนียซีเตรีออร์
ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับได้เข้ายึดเมืองนี้และตั้งชื่อใหม่ว่า ซารากุสตา (Saraqusta; سرقسطة) ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเคาะลีฟะฮ์แห่งกอร์โดบา (ราชวงศ์อุไมยัด) และเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นเมืองอาหรับที่ใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือของคาบสมุทร จากนั้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซาราโกซาเป็นหนึ่งในกลุ่มราชอาณาจักรไตฟา (รัฐมุสลิมหลายสิบรัฐที่แตกออกมาหลังการล่มสลายของอาณาจักรกอร์โดบา) และถูกชาวอาหรับอีกกลุ่มจากจักรวรรดิอัลโมราวิดเข้าครอบครอง ในที่สุดเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ชาวอารากอน (นับถือศาสนาคริสต์) ก็สามารถยึดเมืองนี้ได้จากพวกอัลโมราวิดและได้ตั้งเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอารากอน ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนต่าง ๆ บนคาบสมุทรไอบีเรียที่จะพัฒนาเป็นราชอาณาจักรสเปนในเวลาต่อมา
ประวัติศาสตร์
[แก้]ยุคเริ่มแรกของซาราโกซา
[แก้]ซาราโกซา เป็นเมืองโบราณตั้งแต่สมัยโรมัน บันทึกกล่าวถึงเซดิทานี ผู้เป็นชาวไอบีเรียได้ทำการตั้งถิ่นฐานสร้างเมืองในดินแดนนี้นามว่าซัลดูบา (Saldoba) จนกระทั่งมาถึงสมัยของจักรพรรดิออกุสตุส ทรงมีความพยายามในการขยายอำนาจในคาบสมุทรและกำจัดชนเผ่าคนเถื่อน โดยมีการตั้งกองบัญชาการที่เมืองนี้ พร้อมกันนั้นจึงเปลี่ยนชื่อจากซัลดูบามาเป็น ‘ซีซารากุสตา’ (Caesaraugusta)
ภายหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซีซากุสตา ก็กลายเป็นเมืองอิสระขนาดเล็ก จนกระทั่งการเข้ามาของพวกแขกมัวร์ที่ทำการยึดพื้นที่ของคาบสมุทรไอบีเรียเอาไว้ พวกแขกได้ทำการสถาปนาซีซารากุสตาเป็นเมืองหลักของแคว้นอัล-อัลไดรุส (al-Andalus) อันเป็นศูนย์กลางการปกครองของพวกอิสลามในภูมิภาคคาบสมุทรไอบีเรีย
ให้หลังจากช่วงศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา ความอ่อนแอของทางรัฐกาหลิบทำให้ดินแดนในคาบสมุทรไอบีเรียแตกตัวเป็นอาณาจักรเล็กอาณาจักรน้อย ซาราโกซาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเมืองแห่งนี้ได้ตั้งตัวขึ้นเป็นไทฟาแห่งซาราโกซา[3] then ruled by the Banu Hud from 1039.[3] รัฐอิสระที่ปกครองโดยแขกที่นับถือศาสนาอิสลาม ความอ่อนแอของพวกแขกมัวร์นี้ได้ทำให้ชาวยุโรปขยายอำนาจลงมาทางใต้ และในวันที่ 18 ธันวาคม 1118 พระเจ้าอัลฟองโซที่ 1 แห่งอารากอนก็ลงมาบัญชาการทัพขับไล่พวกแขกมัวร์ออกไปจากคาบสมุทรไอบีเรีย และย้ายศูนย์กลางอำนาจของอารากอน ลงมาสู่เมืองซีซารากุสตา ซึ่งเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น ‘ซาราโกซา’
ซาราโกซาในยุคกลาง
[แก้]ซาราโกซาเติบโตขึ้นในฐานะเมืองศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรอารากอน ตัวเมืองขยายตัวขึ้นอย่างมาก และทำให้มีประชากรอาศัยอยู่ในตัวเมืองเพิ่มขึ้นเท่าตัว จนกระทั่งศตวรรษที่ 15 เมื่อโรคฝีดาษได้ระบาดเข้ามาภายในเมือง ซึ่งคร่าชีวิตของผู้คนไปถึงหนึ่งในสามของจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมือง
ในช่วงสงครามสืบราชสมบัติสเปน ซาราโกซาเป็นอีกหนึ่งฉากทัศน์สำคัญ เมื่ออาร์คดยุคคาร์ลสถาปนาตนเองเป็น “กษัตริย์แห่งอารากอน” และเมื่อเขายาตราเข้าเมืองได้สำเร็จก็จัดการปราบปรามพื้นที่ต่างๆที่ภักดีต่อราชวงศ์บูรบง อันเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของอาร์คดยุคคาร์ลในฐานะผู้มีสิทธิ์ทับซ้อนในราชบัลลังก์สเปน จนกระทั่งในเดือนเมษายนปี 1707 ชัยชนะของพันธมิตรฝรั่งเศส-สเปนในยุทธการที่อัลมาซา เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อแนวรบของอาร์คดยุคคาร์ลในอารากอน เพราะกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยดยุคแห่งออร์ลีนสามารถตีเมืองซาราโกซากลับคืนมาได้ ภายหลังจากการยึดซาราโกซากลับคืนมามีการประกาศพระราชกฤษฎีกานูเอบาปลันตา ที่ยุบยกเลิกองค์กรส่วนท้องถิ่นในอารากอน นั่นทำให้ระบบสภาที่ปกครองของอารากอนต้องถูกยกเลิกไปตามกฎหมาย เป็นการรวมศูนย์อำนาจจากอาณาจักรเล็กน้อยของสเปนเข้าสู่ส่วนกลางของที่นำโดยราชวงศ์บูรบง
ซาราโกซาในยุคสมัยใหม่
[แก้]การขยายอำนาจของนโปเลียน มุ่งลงทิศใต้อย่างดินแดนบนคาบสมุทรไอบีเรีย ดินแดนซาราโกซาต้องตรากตรำรับศึกหนักถึงสองครั้งจากกองทัพฝรั่งเศส ครั้งแรกในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 1808 และครั้งที่สองในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ 1809
ต่อมามีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในเมือง โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟ ในปี 1861 เส้นทางการเดินรถไฟบาร์เซโลนา-ซาราโกซาเปิดทำการอย่างเป็นทางการ ตามด้วยเปิดเส้นทางมาดริด-ซาราโกซาในอีกไม่กี่ปีต่อจากนั้น การพัฒนาเส้นทางรถไฟขยายภาคอุตสาหกรรมของสเปนให้เพิ่มขึ้น และทำให้ซาราโกซากลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่นิยมการใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเป็นหลัก
เมื่ออุตสาหกรรมและโรงงานเพิ่มมากขึ้น แรงงานภายในเมืองก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และแรงงานพวกนี้ก็ช่วยกันต่อต้านความพยายามรัฐประหารในสเปนของกลุ่มฟาสซิสต์เมื่อปี 1936 อย่างไรก็ตามความพยายามต่อต้านนั้นล้มเหลวและพวกนิยมสาธารณรัฐต้องถอยร่นออกจากเมือง กลุ่มนิยมฟาสซิสต์จึงได้เมืองซาราโกซาไว้ในครอบครอง และด้วยความที่เมืองนี้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมในการผลิต ในยามสงครามสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือ “อาวุธยุทโธปกรณ์” ซาราโกซาจึงเป็นแหล่งผลิตกระสุนปืนเพื่อขับเคลื่อนการทำสงครามของพวกฟาสซิสต์ตลอดช่วงเวลาสงครามกลางเมืองสเปนนั่นเอง
ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองซาราโกซาถูกมองว่าเป็นเสาหลักของการพัฒนาอุตสาหกรรมของสเปน[4] ซึ่งส่งผลให้แรงงานจำนวนมากเข้ามาทำงานจนพลเมืองในเมืองเพิ่มขึ้นสองเท่าอย่างรวดเร็ว และตั้งแต่ปี 1982 มา ซาราโกซาก็กลายเป็นที่ตั้งของโรงงานประกอบรถยนต์มากมายของประเทศ
เมืองพี่น้อง
[แก้]
ภูมิอากาศ
[แก้]ซาราโกซามีลักษณะภูมิอากาศแบบกึ่งแห้งแล้ง ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิพเพิน ปริมาณฝนรวมทั้งปีค่อนข้างต่ำ โดยฤดูร้อนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน แต่จะเย็นลงในตอนกลางคืน อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 18 ถึง 32 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ขณะที่ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น ตอนกลางคืนมักมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 3 ถึง 11 องศาเซลเซียสในเดือนธันวาคมและมกราคม
หมอกมักเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว ซาราโกซามีปริมาณฝนรวมทั้งปีประมาณ 320 มิลลิเมตร และมี 51 วันที่ฝนตกตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรขึ้นไป โดยมีแสงแดดรวมทั้งปีประมาณ 2,700 ชั่วโมง
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951 ซาราโกซามีสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 44.5 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 และมีสถิติอุณหภูมิต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ -11.4 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1963
| ข้อมูลภูมิอากาศของท่าอากาศยานซาราโกซา (ค่าปกติ 1981-2010; ค่าสุดขีด 1951-ปัจจุบัน) | |||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เดือน | ม.ค. | ก.พ. | มี.ค. | เม.ย. | พ.ค. | มิ.ย. | ก.ค. | ส.ค. | ก.ย. | ต.ค. | พ.ย. | ธ.ค. | ทั้งปี |
| อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) | 20.6 (69.1) |
25.5 (77.9) |
28.7 (83.7) |
32.4 (90.3) |
37.5 (99.5) |
43.2 (109.8) |
44.5 (112.1) |
42.8 (109) |
39.2 (102.6) |
33.9 (93) |
28.4 (83.1) |
22.0 (71.6) |
44.5 (112.1) |
| อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) | 10.5 (50.9) |
13.1 (55.6) |
17.3 (63.1) |
19.6 (67.3) |
24.1 (75.4) |
29.3 (84.7) |
32.4 (90.3) |
31.7 (89.1) |
27.1 (80.8) |
21.4 (70.5) |
14.8 (58.6) |
10.8 (51.4) |
21.01 (69.82) |
| อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) | 6.6 (43.9) |
8.2 (46.8) |
11.6 (52.9) |
13.8 (56.8) |
18.0 (64.4) |
22.6 (72.7) |
25.3 (77.5) |
25.0 (77) |
21.2 (70.2) |
16.2 (61.2) |
10.6 (51.1) |
7.0 (44.6) |
15.51 (59.92) |
| อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) | 2.7 (36.9) |
3.3 (37.9) |
5.8 (42.4) |
7.9 (46.2) |
11.8 (53.2) |
15.8 (60.4) |
18.3 (64.9) |
18.3 (64.9) |
15.2 (59.4) |
11.0 (51.8) |
6.3 (43.3) |
3.2 (37.8) |
9.97 (49.94) |
| อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) | -10.4 (13.3) |
-11.4 (11.5) |
-6.3 (20.7) |
-2.4 (27.7) |
0.5 (32.9) |
5.2 (41.4) |
8.0 (46.4) |
8.4 (47.1) |
4.8 (40.6) |
0.6 (33.1) |
-5.6 (21.9) |
-9.5 (14.9) |
−11.4 (11.5) |
| หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) | 21 (0.83) |
22 (0.87) |
19 (0.75) |
39 (1.54) |
44 (1.73) |
26 (1.02) |
17 (0.67) |
17 (0.67) |
30 (1.18) |
36 (1.42) |
30 (1.18) |
21 (0.83) |
322 (12.68) |
| ความชื้นร้อยละ | 75 | 67 | 59 | 57 | 54 | 49 | 47 | 51 | 57 | 67 | 73 | 76 | 61 |
| วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย (≥ 1 มม.) | 4.0 | 3.9 | 3.7 | 5.7 | 6.4 | 4.0 | 2.6 | 2.3 | 3.2 | 5.4 | 5.1 | 4.8 | 51.1 |
| วันที่มีหิมะตกโดยเฉลี่ย | 0.7 | 0.4 | 0.2 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.1 | 0.5 | 1.9 |
| จำนวนชั่วโมงที่มีแดด | 131 | 165 | 217 | 226 | 274 | 307 | 348 | 315 | 243 | 195 | 148 | 124 | 2,693 |
| แหล่งที่มา: Agencia Estatal de Meteorología (AEMET)[5][6] | |||||||||||||
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Martí Font, J.M. (2017). La España de las ciudades: El Estado frente a la sociedad urbana (ภาษาสเปน). ED Libros. ISBN 9788461799220.
- ↑ Municipal Register of Spain 2018. National Statistics Institute.
- 1 2 "Los reinos de Taifas en la Marca Superior (Zaragoza-Albarracín)". Atlas de historia de Aragón. Institución Fernando el Católico.
- ↑ Zazo, Ana (2010). "Procesos de urbanización de la huerta zaragozana. Incoherencias instrumentales". ใน Vázquez, Mariano; Verdaguer, Carlos (บ.ก.). El espacio agrícola entre el campo y la ciudad. Universidad Politécnica de Madrid.
- ↑ "Valores climatológicos normales: Zaragoza, Aeropuerto". aemet.es (ภาษาสเปน). สืบค้นเมื่อ 2026-02-27.
- ↑ "Valores extremos: Zaragoza, Aeropuerto". aemet.es (ภาษาสเปน). สืบค้นเมื่อ 2026-02-27.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- สภาเมืองซาราโกซา เก็บถาวร 2010-04-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- สถานที่สำคัญต่าง ๆ ในเมืองซาราโกซา เก็บถาวร 2007-04-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- แหล่งท่องเที่ยวในเมืองซาราโกซา เก็บถาวร 2008-03-13 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ภาพถ่ายเมืองซาราโกซา[ลิงก์เสียถาวร]
